เมื่อผมเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลอังกฤษ .. I am a Chevening Scholar!

I was holding the Chevening Baton @ WMG
I was holding the Chevening Baton in front of the WMG Building

ตอบคำถามคุณผู้อ่านก่อนเลยว่า ผมจะมาแชร์ มาโม้อะไรตอนนี้ …
เอาเป็นว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ตามอารมณ์ของชายที่อายุใกล้ 40 ล่ะครับ 😅 วันก่อนจู่ ๆ นึกถึงเรื่องทุน JICA ผมยังมาเขียนได้เลย 555

คืองี้ครับ หลายท่านคงทราบอยู่แล้วว่าผมได้รับทุนจากรัฐบาลอังกฤษ หรือ Chevening Scholarship และได้ไปเรียนปริญญาโทสาขา MSc Cyber Security and Management ที่ University of Warwick ณ สหราชอาณาจักร ระหว่างปี ๒๕๕๙-๒๕๖๐ (2016-2017) แต่ผมยังไม่เคยเล่าถึงที่มาที่ไปเลย เช่นว่า ไปรู้จักทุนนี้อย่างไร? มีใครชวนให้สมัครหรือเปล่า? ฯลฯ

ในบทความนี้ผมจะไม่พูดถึงเกร็ดหรือทิปของการสมัครและสัมภาษณ์ทุนชีฟนิ่งนะ เรื่องนั้นมีน้อง ๆ ที่เก่งกว่าผมหลายคนเขียนอธิบายไว้อย่างละเอียดแล้ว ลองค้นกูเกิ้ลดูได้

แล้วผมจะเล่าอะไรในบทความนี้?

ก็ว่าจะเขียนไปเรื่อย ๆ ตามอำเภอใจ ตามที่อารมณ์และคลื่นไฟฟ้าในสมองจะพาไป 😁😁
เอาดี ๆ คือ คิดว่าอยากเล่าความ proud ของการเป็น Chevening Scholar นั่นแหละ

โอเค เริ่มเลย เล่าสิว่าทำไมถึง proud มาก กับทุนชีฟนิ่ง

ชีวิตผมมีความเป็น underdog อยู่เหมือนกันนะ…. เรียนโรงเรียนโนเนม บ้านไม่รวย แต่งตัวเชย เกรดเฉลี่ยมัธยมต้นแค่ 2.1 ตั้งแต่เล็กจนโตก็ไม่เคยสอบคัดเลือกหรือสอบแข่งขันอะไรกับเขาได้เลย ผมตกการสอบคัดเลือกทุกครั้งตั้งแต่ ป.1 – ม.4 จนตอนไปเข้าปวช.ปี1 ครูคงคิดว่าผมเป็นเด็กเกเร จึงจัดให้ผมอยู่ห้องท้าย ผมร่วมห้องกับเพื่อนที่เสพยา พาโดดเรียน ยืมฉี่ผมไปส่งฝ่ายปกครอง กว่าจะมาพบ breakthrough แรก คือการได้เพื่อนดี ก็ตอนอยู่ปวช. ACC ปี 3 แล้ว ผมในเวลานั้น ไม่มีจินตนาการของการเป็นนักเรียนทุนอยู่ในหัวเลย เกินเอื้อมไปมาก

อีกอย่าง ผมเคยเป็นคนถนัดขวามาก่อนจนจบปริญญาตรี แต่เกิดการบาดเจ็บจนทำให้ไม่สามารถใช้มือขวาได้เหมือนเดิมอีก ทำให้ผมต้องพาตัวเองย้อนกลับไปเป็นเด็กอนุบาล เพื่อฝึกคัดลายมือและทำสิ่งต่าง ๆ ใหม่ทั้งหมดด้วยมือซ้าย ผมอดทนและพยายามอยู่นานหลายปี จึงจะเริ่มเขียนด้วยมือซ้ายได้มากพอที่จะกล้าตัดสินใจเรียนต่อ… ผมเคยฝันอยากไปเรียนต่อในต่างประเทศ แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวย ผมจำใจต้องวางฝันนั้นทิ้งไว้

ผมใช้มือขวาเรียนอนุบาล ประถม มัธยม และปริญญาตรี … แต่ใช้มือซ้ายเรียนจบปริญญาโทใบแรก ทำงานอีกสิบกว่าปี และใช้มือซ้ายนี้ไปคว้าทุนระดับโลกอย่างทุนชีฟนิ่งและได้ไปเรียนปริญญาโทใบที่สองในต่างประเทศ ผมทำสิ่งที่เคยเป็นเรื่องเกินเอื้อมได้สำเร็จถึงสองสิ่งพร้อม ๆ กัน

นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย ในสายตาของผมนี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
และเป็นความสำเร็จที่ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า มาจากปณิธานและความมานะอุตสาหะของผม 100%

อะไรดลใจให้สมัครทุนชีฟนิ่ง?

เชื่อผมเถอะถ้าผมบอกคุณว่าผมไม่ชอบการเรียน
หรืออย่างน้อยผมก็ไม่ชอบการเรียนแบบที่เรียนแล้วต้องสอบ ต้องเก็บคะแนน ต้องมีเกรด
ดังนั้น การเรียนต่อปริญญาโท โดยเฉพาะอย่างยิ่งป.โทใบที่สอง เป็นอะไรที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลย

แน่นอนว่าในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ย่อมต้องถูกขับเคลื่อนด้วยแรงพลังที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
แรงพลังที่ขับเคลื่อน หนึ่ง ผมอยากเก่งเหมือนหัวหน้าที่ผมเคารพมากที่สุดคนหนึ่ง และสอง ผมอยากเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้คนที่ผมรัก เช่น หลานทั้งสองคนของผมที่กำลังอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ผมอยากเป็นไฟส่องสว่าง เป็นแรงบันดาลใจแก่หลาน ๆ และคิดว่าอยากชี้ทางที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่อีกมากมายด้วย

โอ้โห พอมีแรงขับเคลื่อนมหาศาล จึงรีบไปหาทุนเรียนต่อทันที !?

ป่าวเลย
อาจฟังดูแปลกนะ แต่คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาไหม?

..
.

ระบบราชการมี “ระบบสารบรรณ” เพื่อเวียนหนังสือระหว่างกระทรวงและหน่วยงานของรัฐ
ผมถูกสั่งให้ต้อง “รับทราบ” หนังสือเวียนทุกฉบับ

ถ้ามองด้วยสายตาของภาคเอกชน คุณจะนึกถึงการถูกสั่งให้ reply ว่า “รับทราบ” กับอีเมลทุกฉบับที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร ฝ่ายบุคคล และผู้บริหารระดับสูงแจ้งเวียนถึงพนักงานทั้งองค์กร ซึ่งไม่น่าจะมีใครทำกัน
..
.
นั่นทำให้ผมไม่ได้ใส่ใจกับระบบสารบรรณนัก

แต่ผมไปสะดุดตากับหนังสือเวียนฉบับหนึ่ง ที่เอกสารแนบดำปิ๊ด แต่เนื้อหาสว่างไสวราวกับวินาทีที่เราได้กลับมาพบกับผู้หญิงที่เราหลงรักมา 10 ปีอีกครั้ง

หนังสือเวียนธรรมดา พร้อมเอกสารแนบดำ ๆ นี้เอง ที่ชี้ทางให้ผมเห็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ และเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่การเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลสหราชอาณาจักร

มั่นใจแค่ไหนว่าจะได้รับทุน?

ผมไม่เคยมั่นใจกับอะไร จนกว่าจะทำให้สิ่งนั้นลุล่วงผ่านไปได้
กับทุนชีฟนิ่งก็เช่นกัน

ผมไม่ได้มั่นใจว่าจะได้ทุน แต่ผมเชื่อว่าผมพร้อมที่จะได้ทุน

พร้อมแบบนี้ ก็สบายเลยสิ?

ในชีวิตของผม แทบไม่มีเลยที่เส้นทางจะโรยด้วยกลีบกุหลาบแบบนั้น
ผมเจออุปสรรคระหว่างการสมัครทุนไม่น้อย แต่อุปสรรคก็สร้างความประทับใจให้ผมจำมิลืมเช่นกัน

อุปสรรคนั้นคือการหาจดหมายแนะนำที่เหมาะสม
ช่วงแรก ผมผิดหวังกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่รู้จักกันตั้งแต่ MUIC และมาพบอีกครั้งตอนเรียนป.โท ABAC คือนอกจากท่านจะไม่เขียนจดหมายแนะนำให้ผม (บอกให้ผมเขียนเองแล้วให้ท่านเซ็น) ยังบอกผมอีกว่าอย่าสมัครทุนนี้เลย ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะเรียนต่อ ไปเรียนอเมริกาดีกว่า

ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากในการหาผู้ที่สามารถเขียนจดหมายแนะนำที่มี impact ได้ คือนอกจากเราจะเลือกเขาแล้ว เขาต้องเลือกเราด้วย

อีกครั้งนะ คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาไหม?

สุดท้ายผมนึกถึงอาจารย์ป.โท อีกท่านหนึ่ง Dr. Ismail ผู้เป็นหัวหน้าภาค MBA ของ ABAC

ปัญหาคือผมไม่มีข้อมูลติดต่อใด ๆ ของท่านเลย สิ่งเดียวที่ผมได้มาอย่างยากลำบากคือที่อยู่อีเมลของท่าน ผมส่งอีเมลไปโดยเตรียมใจไว้ว่าคงมีโอกาสน้อยนักที่ท่านจะตอบ …
แต่ท่านตอบ! ว่ายินดีที่จะเขียนจดหมายแนะนำให้ผม!! 🙏🙏🙏

ผมรู้ภายหลังว่าท่านกลับประเทศบ้านเกิดในทวีปแอฟริกาไปแล้ว และท่านต้องลำบากเขียนจดหมาย พิมพ์ ลงนาม และสแกน เพื่อส่งจดหมายฉบับนั้นให้ผม นับเป็นความเมตตาของท่านที่มอบให้ และเป็นสิ่งที่ผมประทับใจที่สุดแห่งที่สุด

คิดว่าอะไรเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ทำให้ได้รับทุน?

ความพยายาม ความมุ่งมั่น การเตรียมพร้อม และความอ่อนน้อมถ่อมตน
อีกประการคือ ในช่วงนั้นจิตของผมได้รับการขับเคลื่อนด้วย willpower ที่ทรงพลังมาก

Werachai Prayoonpruk @ The British Ambassador's Residence

คาดหวังอะไรกับการเป็นนักเรียนทุนชีฟนิ่ง?

เป้าหมายสำคัญของผมคือการสร้างเครือข่ายของบุคลากรไซเบอร์ในภูมิภาคอาเซียน ผมคาดหวังที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาในด้านนี้ของประเทศไทยและของภูมิภาค

ไม่สำเร็จนะ 😂😂😂 (ด้วยว่าในหมู่นักเรียนทุนชีฟนิ่งจากทั่วโลก มีน้อยคนที่เรียนด้านไซเบอร์ เพื่อนร่วมชั้นเรียนทั้งหมดก็ไม่ได้มาจากภูมิภาคนี้) แต่ในอนาคตก็ไม่แน่

อะไรคือสิ่งที่เยี่ยมที่สุดของการเป็นนักเรียนทุนชีฟนิ่ง?

“การได้เป็นนักเรียนทุนชีฟนิ่งและได้อยู่ในเครือข่ายนักเรียนทุนชีฟนิ่งอันทรงพลัง”

นี่แหละที่เจ๋งที่สุดสำหรับผม

เป็นช่วงเวลา 1 ปีที่สุดยอดมาก นี่ไม่ใช่แค่การไปเรียนที่อังกฤษ แต่เป็นการไปเรียนด้วยเกียรติของ “นักเรียนทุนแห่งรัฐบาลอังกฤษ” ซึ่งทั้งทางมหาวิทยาลัย คณาจารย์ เพื่อนร่วมชั้น และผู้คน มักให้การยอมรับ ทางมหาวิทยาลัยถึงกับจัดงานต้อนรับเป็นพิเศษ และมีกิจกรรมเฉพาะสำหรับกลุ่มนักเรียนทุนชีฟนิ่งอีกด้วย

ในแง่ของความรู้ ผมได้ know the unknown และเปิดโลกทรรศน์ให้มีมุมมองที่กว้างขึ้น ทำให้เกิดกรอบแนวคิดซึ่งในเวลาต่อมา จะช่วยให้ผมสามารถโฟกัสแรงกายแรงใจไปในจุดที่มี impact มากขึ้นอีกด้วย

เล่าชีวิตหลังเรียนจบและเป็นศิษย์เก่าชีฟนิ่งให้ฟังหน่อย

ผมยังคงพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และหวังจะสร้างประโยชน์ตามฐานานุรูป
งานที่ผมภูมิใจที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนคือ โครงการ ASEAN-Japan Cybersecurity Capacity Building Center และภารกิจด้าน Critical Information Infrastructure Protection ของประเทศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งภายใต้ พ.ร.บ. ไซเบอร์

สำหรับบางคนแล้ว อาจเห็นภารกิจการเดินทางไปต่างประเทศ เป็นโอกาสเที่ยว กินอาหาร และถ่ายรูป บางคนก็เน้นให้ตัวเองได้ไปในประเทศที่เอื้อในเรื่องเหล่านั้น
ซึ่งถ้าผมมีโอกาส ผมก็เป็น! 555 😁😂
แต่ผมไม่ค่อยมีโอกาส มันเป็นเรื่องของ “ผู้ใกล้ชิด”
ในภารกิจทุกครั้ง สิ่งที่ผมพกไปด้วยคือความภาคภูมิใจในการเป็นผู้แทนของไทยในเวทีประชุมนานาชาติ ผมคาดหวังจะทำให้ดีขึ้นทุกครั้ง จึงชอบสังเกตและเรียนรู้จากผู้แทนที่มาจากหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ

นอกจากความสำเร็จในเรื่องนี้แล้ว ผมยังมีโอกาสได้เป็นนักเรียนทุนไจก้า JICA Kenshu-in ในปี 2018 ต่อมาในปี 2019 ได้รับเลือกให้เป็น Chevening of the Month และได้ให้สัมภาษณ์กับท่านเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ไบรอัน เดวิดสัน และในปี 2020 ก็ได้รับการเชิญจาก University of Warwick ให้ลงประวัติศิษย์เก่าใน Warwick WMG Alumni Profile

แม้ตอนนี้ผมจะไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว แต่ผมยังตื่นเต้นและดีใจทุกครั้งหากมีโอกาสได้สนับสนุนงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่กระทรวงดิจิทัลฯ การประชุมที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ผมอาจมีโอกาสได้สนับสนุนงานใหญ่ของกระทรวงแห่งหนึ่งด้วย

อยากบอกอะไรอีกไหม?

โอกาสเป็นของผู้ที่พร้อม
ถ้าพร้อมแล้ว ที่เหลือก็พึ่งโชคชะตา

Chevening is a life-changing experience!

ใคร ๆ ก็พูดแบบนั้น แต่ผมหมายความอย่างนั้นจริง ๆ

Leave a Reply