

ตอนเด็ก… ฉันคือคำว่า “Underdog” ของแท้
ฉันเกิดมาในครอบครัวเชื้อสายจีนที่มีพี่น้อง 5 คน และฉันเป็นลูกคนเล็ก พ่อของฉันเป็นคนหัวโบราณสุดขั้ว ด้วยความที่ท่านเรียนจบ ป.4 และสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจากการต่อยอดธุรกิจครอบครัวเล็กๆ ที่อากงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 80 ปีก่อน พ่อจึงมีความเชื่อฝังหัวว่า “ลูกๆ ไม่จำเป็นต้องเรียนสูง”
นั่นคือเหตุผลที่ฉันไม่เคยได้เหยียบโรงเรียนดีๆ เลย บวกกับความขี้เกียจและเกเรในวัยเด็ก ทำให้ฉัน “สอบไม่ติด” มาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้า ป.1, ม.1 และ ม.4
เรียกได้ว่าเป็นยุคมืดด้านการศึกษาของฉันอย่างแท้จริง
แต่ท่ามกลางความมืดมนนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยยอมแพ้… แม่ของฉัน
ภายในกำแพงความเชื่ออันสูงตระหง่านของพ่อ มีเพียง “แม่” คนเดียวที่ยอมสู้ยิบตา ทะเลาะกับพ่อครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ลูกได้เรียนในสิ่งที่ควรจะได้ แต่สารภาพตามตรงว่า ในวัยเด็ก ฉันช่างไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจความปรารถนาดีอันยิ่งใหญ่ของแม่
..
จุดเปลี่ยนที่ ACC: เมื่อความรักของแม่กลายเป็นพลัง
ฉันเริ่มตั้งสติได้เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับ ปวช. ที่โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ (ACC) ฉันเริ่มโตพอที่จะเข้าใจความเจ็บปวดของแม่ ทุกครั้งที่ฉันสอบตกและแม่ต้องวิ่งเต้นไปขอร้องให้คนอื่นช่วยรับฉันเข้าเรียน มันคือความรู้สึกผิดที่กลายเป็นเชื้อเพลิงผลักดันให้ฉันเปลี่ยนตัวเอง
ฉันบอกกับตัวเองว่า… ฉันจะทำให้แม่เสียใจอีกไม่ได้แล้ว
ฉันใช้เวลา 3 ปีที่ ACC พัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด เกรดเฉลี่ยของฉันพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปีสุดท้าย อาจารย์แนะนำให้ลองยื่นสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยอินเตอร์อย่าง มหิดลอินเตอร์ หรือ ธรรมศาสตร์อินเตอร์
และนั่นคือปาฏิหาริย์ครั้งแรกในชีวิต… ฉันสอบผ่านทั้งสองที่! และตัดสินใจเลือกเรียนที่มหิดลอินเตอร์ เพราะความฝันอยากเป็นเด็กคอมพิวเตอร์
..
บททดสอบที่ใหญ่ที่สุด: เมื่อความฝันสวนทางกับความจริง
แต่ความจริงกลับตบหน้าฉันอย่างจัง… ความห่วยในวัยเด็กตามมาหลอน ทิ้งรอยแผลเป็นคือ “พื้นฐานไม่พอ” ฉันรักคอมพิวเตอร์และเข้าใจมัน แต่คณิตศาสตร์และฟิสิกส์คือฝันร้าย ส่วนภาษาอังกฤษก็กระท่อนกระแท่น เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ ที่เรียนอินเตอร์มาตั้งแต่เด็กหรือเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน
ฉันเคยถอดใจและ “ยอมแพ้” เลิกเรียนคอมพิวเตอร์ไปเสียดื้อๆ
แต่แม่บอกฉันคำเดียวว่า… “สู้ต่อลูก”
และฉันก็สู้จริงๆ สู้แบบหลังชนฝา โดยมีแม่คอยเคียงข้าง หนุนหลัง และเติมพลังให้อย่างไม่เคยขาดสาย
เพราะจุดสตาร์ทของฉันอยู่ไกลกว่าคนอื่น… ฉันจึงไม่มีโอกาสเดินลอยชาย แต่ต้องออกแรงวิ่งและพยายามให้มากกว่าคนอื่นเป็นสิบๆ เท่า
ฉันทบทวนหนังสือทุกวัน วันละหลายชั่วโมง ในบางวิชาอ่านทะลุจนแทบจะจำเนื้อหาได้แม่นยำแบบไม่ต้องท่องจำ บางวิชาก็อ่านจนค้นพบ “ทางลัดและเคล็ดวิชา” ของตัวเอง หรือบางทีก็ทำโจทย์และแบบฝึกหัดซ้ำๆ จนจับผิดเฉลยของหนังสือที่ตีพิมพ์มาหลาย edition ได้ และสามารถนำไปพิสูจน์ให้อาจารย์เห็นได้จริง
เพื่อนบางคนในกลุ่มถึงกับแซวว่า ฉันไม่ได้แค่อ่านหนังสือ แต่ฉันกำลัง “กลืนหนังสือเข้าไปทั้งเล่ม” ต่างหาก
..
ผลลัพธ์คืออะไรน่ะเหรอ? ฉันเรียนจบปริญญาตรี 4 ปีในสาขาคอมพิวเตอร์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
วันที่ฉันรับปริญญา ฉันว่าแม่ต้องภูมิใจที่สุดในโลก เพราะฉันคือลูกคนแรกของครอบครัวที่เรียนจบเกียรตินิยม และจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระบรมวงศานุวงศ์
..
บททดสอบแบบคูณสอง: เมื่อฉันต้องกลับไปเป็นเด็กอนุบาลอีกครั้งในวัย 20 กว่า
แต่มันยังไม่หมดแค่นั้น… โชคชะตาอยากทดสอบความอดทนของฉันอีกครั้ง มือขวาซึ่งเป็น “มือข้างถนัด” ของฉันเกิดบาดเจ็บ ทำให้ฉันต้องฝึกเขียนหนังสือใหม่ทั้งหมดด้วยมือซ้าย และฝึกทำหลายอย่างด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียว กระบวนการเรียนรู้นี้กินเวลาไปราว 5 ปี
แต่ฉันก็ผ่านมาได้ … อย่างน้อยก็ในตอนนี้ก็มาได้ครึ่งทางชีวิตของฉันแล้ว
..
ชีวิตไม่เคยง่าย และมักจะมาพร้อมกับอุปสรรคและผู้ขัดขวางเสมอ…
หลังจากฉันเรียนจบปริญญาตรี แม่อยากให้ฉันได้ไปเรียนต่อต่างประเทศเหมือนพี่ชายทั้งสอง
แน่นอนว่าครอบครัวเราไม่ได้มีเงินเก็บก้อนใหญ่ขนาดนั้น และลำพังเงินของพ่อก็เกินกำลังที่จะจ่ายไหว ทางเดียวคือต้องพึ่งพาเงินสนับสนุนจาก “กงสี”
แต่ความยากมันอยู่ตรงที่… ฉันดันมีปัญหากับใครบางคนในกงสี จนเกิดคำพูดเชือดเฉือนที่ฝังใจไม่มีวันลืม:
“กูจะไม่ให้มึงได้ไปเรียนเมืองนอก อนาคตมึงจบตรงนี้แหละ”
ในเวลานั้นเอง ร้ายซ้ำรอยคือแม่เริ่มล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งหายากชนิดหนึ่ง ฉันทำใจไม่ได้ที่จะต้องห่างแม่ในช่วงเวลานี้ จึงตัดสินใจพับความฝันต่างแดนทิ้งเพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดแม่ให้มากที่สุดในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้
..
ความเสียใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และคำขอบคุณที่ส่งไปไม่ถึง
สิ่งที่ทำให้ฉันเจ็บปวดที่สุดในใจก็คือ
แม่ไม่ได้อยู่นานพอที่จะได้เห็นวันที่ลูกคนนี้ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง
ไม่ถึง 2 ปีหลังจากงานรับปริญญา แม่ก็จากไป…
แม้ในวันนี้แม่จะไม่ได้อยู่ยืนมองความสำเร็จด้วยกันตรงนี้แล้ว แต่ทุกๆ ความสำเร็จที่ฉันสร้างขึ้น ฉันขอมอบให้แม่ทั้งหมด ขอบคุณแม่ที่เป็นดั่งลมใต้ปีก คอยพยุงให้เด็กคนนี้บินได้สูงกว่าที่เคยฝัน ขอบคุณพ่อที่ถึงจะหัวโบราณและมีกำแพงในใจแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ยอมอ่อนให้ และสนับสนุนลูกคนนี้จนเรียนจบ
ฉันเชื่อมั่นว่าท่านทั้งสองจะต้องภูมิใจในตัวลูกคนนี้อย่างแน่นอน
..
💬 ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่าตัวเองเป็น Underdog ในวันนี้ อย่าเพิ่งยอมแพ้
จุดเริ่มต้นไม่เคยกำหนดจุดจบ… ขอแค่มีใครสักคนเชื่อในตัวคุณ หรือถ้ายังหาคนนั้นไม่เจอ จงเชื่อมั่นในตัวเองให้เหมือนที่แม่เชื่อในตัวฉัน
..
…
….
(ทิ้งท้าย) สำหรับคนที่อยากรู้การตัดสินใจของฉัน
3 ปีหลังจากแม่เดินทางไกล ฉันเลือกเรียนต่อปริญญาโทในประเทศไทยแทน โดยคิดว่านี่คงเป็นจุดสิ้นสุดการศึกษาของตัวเองแล้ว… ได้แต่เก็บงำความปรารถนาที่ลึกที่สุดเอาไว้ว่า สักวันหนึ่ง หากจะมีโอกาสได้ไปเหยียบต่างประเทศ ฉันอยากไปด้วยเกียรติของการเป็น “นักเรียนทุน” ด้วยลำแข้งของตัวเองเท่านั้น
… และสุดท้าย… เด็กน้อย”มวยรอง”คนนั้น ก็ทำมันได้จริงๆ
MUIC Kaleidoscope 3.05 2005: Academic Achievements
Tikkychai 43…071
Alumni Story: Outsmarting the Hackers: the WMG Graduate who Is Combatting Cyber Criminals
LinkedIn: Gold medal I won from Cyber CTF.
Warwick Alumni News: The Secure Route of Werachai’s Cyber Path
Thairath News: Chevening Scholarship 40th Anniversary Outstanding Cheveners
Giving Back: Werachai Prayoonpruk 1st Generation Mentor @ MUIC mPACT Mentorship Program








