
หมากล้อมหรือโกะนั้น มีปรัชญาคำสอนอยู่มากมาย ซึ่งปรัชญาโกะก็ไม่ใช่จะมีดีแค่กับเกมกระดาน แต่เราสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานอีกด้วย และความลึกซึ้งของโกะนี้เอง เราจึงสามารถประเมินทัศนคติ ความคิด และนิสัยของคนได้ผ่านการเล่นโกะแม้เพียงกระดานเดียว (บริษัทแห่งหนึ่งใช้การเล่นโกะเพื่อสอบเข้าทำงานด้วย)
ในการสู้รบแห่งโกะนั้น จะแพ้หรือชนะนั้นขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ที่เราปกป้องไว้ได้ หาใช่เป็นจำนวนหมากคู่ต่อสู้ที่เราสังหารได้ไม่ โดยการสู้รบบนหนึ่งกระดาน ช่วงที่เข้มข้นที่สุดคือกลางเกม ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งสองฝ่ายต่างชิงไหวชิงพริบเพื่อรักษามือนำ และขยายหรือปกป้องพื้นที่ของตนอย่างสุดกำลัง แต่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในช่วงการสู้รบอย่างพัลวันพันตู กลุ่มหมากทั้งสองฝ่ายมีทั้งแข็งแรงและอ่อนแอ เพรี่ยงพร้ำแม้เพียงหมากเดียวก็ล้มทั้งกระดานได้ และเพราะเราสามารถเดินได้เพียงตาละครั้งเท่านั้น การเลือกลงหมากแต่ละหมาก ไม่ว่าจะเพื่อเสริมกำลังฝ่ายเราก็ดี โจมตีฝ่ายตรงข้ามก็ดี ขยายพื้นที่ก็ดี ย่อมต้องผ่านการวิเคราะห์สถานการณ์ของทั้งกระดานมาแล้ว ตรงนี้เห็นได้ชัดว่า การจัดลำดับความสำคัญ (prioritization) มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
สมัยที่ผมยังเล่นโกะใหม่ ๆ (จวบจนปัจจุบันก็ยังนับว่าใหม่) ยังจัดลำดับความสำคัญไม่เป็น คือ ถ้าไม่วางหมากมั่ว ก็วางหมากตามฝ่ายตรงข้ามเสมอ กล่าวคือ เขาวางตรงไหน เราก็ตามไปรับมือเขาตรงนั้นร่ำไป รู้ตัวอีกที ทั้งกระดานก็เสียเปรียบเขาไปเยอะแล้ว
ในโลกการทำงาน ผู้วางหมากย่อมหมายถึง ผู้บริหาร ผู้นำ ที่ต้องเลือกใช้ทรัพยากรของตนอย่างระมัดระวังและคุ้มค่า โดยจัดวางกำลังไปในจุดที่มีความสำคัญมากที่สุด ตรงนี้ใช้หลักการเดียวกันกับโกะเลย… ถึงตรงนี้ผมเริ่มคิดว่า หากมีนักบริหารมือใหม่ที่จัดลำดับความสำคัญไม่เป็น สั่งผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำเรื่องไม่สำคัญ หรือสั่งแล้วขาดการติดตามช่วยเหลือ หรือสั่งให้ทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ แบบนี้แล้วจะเป็นอย่างไร?
คนเล่นโกะเป็น คงตอบได้ไม่ยากว่า หมากที่คนผู้นี้ลงไป คงถูกจับกินไปไม่น้อย และคงจะแพ้ยับทั้งกระดานเป็นแน่แท้ … แต่โกะก็เป็นเพียงเกม หมากที่ถูกจับกินพูดไม่ได้ แพ้ก็ล้างกระดานแล้วเริ่มใหม่
แต่กับการทำงาน การแพ้ยับทั้งกระดาน คงไม่ง่ายแค่ล้างกระดานแล้วเริ่มใหม่ เพราะผลกระทบของการแพ้นั้น อาจหมายถึงเวลาหลายเดือนหลายปีที่สูญเสียไป (บริษัทโกดักต้องล่มสลายไปก็เพราะสูญเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญจนไม่สามารถตามคู่แข่งได้อีกเลย) หรืออาจหมายถึงการสูญเงินจำนวนเงินมหาศาล (รีเสริช อิน โมชั่น ที่เสียการเป็นผู้นำตลาดไปอย่างตลอดกาลและรายได้หดหายไปมหาศาล เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผู้บริโภคไม่ต้องการ) หรืออื่น ๆ อีกมากมาย
ปรัชญาโกะที่สำคัญมากข้อหนึ่ง มีอยู่ว่า จงอย่าชนะสนามรบแต่แพ้สงคราม ตรงนี้ก็สัมพันธ์กับเรื่องการลำดับความสำคัญอีกแล้ว ถ้าเขียนขยายความเพิ่มได้ ผมจะเขียนว่า จงอย่าชนะสนามรบที่ไม่สำคัญแต่แพ้สงคราม เพราะการจะชนะสงครามนั้น เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไม่ชนะสนามรบใด ๆ เลย ประเด็นจึงอยู่ที่เรารู้หรือไม่ว่าสนามรบใดที่เป็นจุดชี้ขาด ลองพิจารณาดู ไม่ว่าประวัติศาสตร์การศึกสงครามของที่ใดบนโลกนี้ เหล่าแม่ทัพ/กุนซือชั้นยอด ล้วนอ่านขาดว่าสนามรบใดที่ต้องชนะเท่านั้นจึงจะชนะสงคราม ดูเอาศึกผาแดง (ศึกเช็กเพ็ก) ในยุคสามก๊กเป็นตัวอย่างก็ได้ครับ
เชื่อว่าน่าจะพอเห็นภาพในเรื่องนี้กันแล้ว และยิ่งเราอยู่ในยุคทองของการสื่อสารความเร็วสูงแบบไร้พรมแดน การแพ้ชนะอาจวัดกันแค่เมาส์คลิ๊กเดียว หากผู้บริหาร ผู้นำ ไม่มีความสามารถด้านการลำดับความสำคัญแล้ว อย่าว่าแต่จะเอาชนะสงครามเลย น่ากลัวว่าแค่สนามรบเล็ก ๆ ก็ยังชนะไม่ได้ ไม่แปลกหากจะแพ้ยับทั้งกระดานครับ
ซุนวูกล่าวว่า “ผู้ชนะรู้ว่าชนะจึงออกรบ ผู้แพ้แสวงหาชัยชนะในสนามรบ” เป็นหลักการที่เรายอมรับกันดี แต่ในทางปฏิบัติ ผมคิดว่า ศึกที่รบกันนอกบ้านแทบทุกศึกทุกคนก็คิดว่าตนจะชนะ ทั้งนั้นละครับ และสงครามนอกบ้านเหล่านี้ไม่ได้ ประเมินกันง่าย ๆ แค่ ว่า สนามรบไหนสำคัญและเสียไม่ได้ ถ้าประเมินกันได้ง่ายขนาดนั้น เราคงไม่ต้องไปเรียน ยุทธวิธี, ขั้นตอนวิธี, Operations Research, Game Theory เลยครับ ทุกคนแข่งกันแค่อ่านสนามรบให้ขาด (ซึ่งไม่มีใครอ่านขาดจริง ๆ หรอกครับ ถ้าอ่านได้ง่ายขนาดนั้น อีกฝ่ายเขาจะไม่รู้เชียวหรือ ? เช่น ขงเบ้งนี่ละครับ อ่านขาดไหมครับ ? อ่านขาด แต่ชนะสุมาอี้ไหม ? ไม่ครับ)
Theory without practice is EMPTY, practice without theory is BLIND.
เห็นด้วยครับ และถูกใจประโยคนี้ Theory without practice is EMPTY, practice without theory is BLIND.