แม่ทัพ กับ หมากล้อม

Source: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10203086737383505&id=1058207363&set=a.1246913087120.37621.1058207363&source=48

ในอดีตมีแม่ทัพคนหนึ่งเล่นหมากล้อมเก่งมาก ไม่ค่อยมีคนเล่นชนะได้ อยู่มาวันหนึ่ง แม่ทัพท่านนี้ออกรบ ระหว่างทางต้องผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีป้ายติดว่า “นักหมากล้อมอันดับ 1 ของประเทศ

แม่ทัพไม่เชื่อ จึงเข้าไปหาเจ้าของบ้านและขอปะทะฝีมือด้วย ปรากฎว่าเจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน แม่ทัพหัวเราะเยาะ “ฮ่าๆๆ แกเอาป้ายลงได้แล้ว!!” แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบด้วยความดีใจ

Continue reading

ระวังจะแพ้โกะยับทั้งกระดาน

Source: http://qunat.org/wp-content/uploads/2013/12/Go_board.jpg

หมากล้อมหรือโกะนั้น มีปรัชญาคำสอนอยู่มากมาย ซึ่งปรัชญาโกะก็ไม่ใช่จะมีดีแค่กับเกมกระดาน แต่เราสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานอีกด้วย และความลึกซึ้งของโกะนี้เอง เราจึงสามารถประเมินทัศนคติ ความคิด และนิสัยของคนได้ผ่านการเล่นโกะแม้เพียงกระดานเดียว (บริษัทแห่งหนึ่งใช้การเล่นโกะเพื่อสอบเข้าทำงานด้วย)

Continue reading

ผู้นำ กับ เจ้านาย

Source: http://usscospeaks.com/wp-content/uploads/2013/06/Bossman.jpg ผมได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างผู้นำ และเจ้านาย ครั้งแรกผ่านหนังสือสายบริหารองค์กรและบุคลากรแบบแหวกแนว ที่มีชื่อว่า Slack: Getting Past Burnout, Busywork and the Myth of Total Efficiency

หนังสือเล่มนี้ ผมมาทราบภายหลังว่าผู้ที่นำมาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักในบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดังย่านถนนพระราม 4 คือหนึ่งในผู้ที่สัมภาษณ์และรับผมเข้าทำงานที่นี่นั่นเอง เขาผู้นั้นคือ…
เบน… ชลาทิศ !!
เบน… เอฟเฟล็ค !!
พอดีกว่า เขาคือ Benjamin Scherrey ครับ

Continue reading

Strengthsfinder กับการค้นพบยิ่งกว่าจุดแข็ง

Source: http://ca-ministries.com/wp-content/uploads/2012/09/StrengthsFinders.jpeg

ช่วงเดือนกันยายน 56 มีคนแนะนำให้ผมรู้จักกับหนังสือ Strengths Finder 2.0 โดย Tom Rath (ฉบับภาษาไทยมีชื่อว่า เจาะจุดแข็ง)

อันที่จริงจะเรียกว่าแนะนำก็ไม่ตรงนัก เพราะเหมือนผมถูกสั่งให้ไปทำแบบทดสอบมากกว่า โดยได้รับข้อมูลเพียงว่า “เป็นนโยบาย” -_-” โดยขาดความชัดเจนว่าจะนำผลวิเคราะห์ไปต่อยอดอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับองค์กร กับทีม และกับตนเองได้อย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมจึงไม่ใส่ใจนักเพราะเห็นว่าเป็น WASTE หรือการทำสิ่งที่สิ้นเปลือง ไม่มีประโยชน์

Continue reading

รู้ผิด รู้ถูก สอนกันในบ้าน

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสไปอ่านเจอบทความดีๆหลายอย่างจาก www.clinicrak.com เกี่ยวกับการเลี้ยงดูปลูกฝังเด็ก (ถึงแม้ตัวเองยังไม่มีลูกก็เหอะ…. อ่านเอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร….)
 
เค้ามีบทความจำนวนเยอะม๊ากมาก…..ก.. มากพอที่จะทำให้พวกเราปรับปรุงทัศนคติห่วยๆหลายอย่างของตัวเอง ผมเองก็ประทับใจในหลายๆบทความ เช่น
1. การตีลูก สื่อรักหรือสื่อร้าย
2. โกหก พกลม หรือเปล่า
3. เคล็ดลับ9ประการในการอบรมเลี้ยงดูลูก
4. เคล็ดลับปราบเด็กดื้อ
5. ปลูกฝังปรัชญาชีวิต เพื่อลูกเป็นคนดี
6. เมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรง
7. สอนลูกให้รู้จักแพ้
 
แต่บทความที่ผมอยากยกมาพูดในวันนี้คือ "รู้ผิด รู้ถูก สอนกันในบ้าน" มีเรื่องเล่าให้ฟังก่อนหนึ่งเรื่อง
 
เด็กชายวัย 12 กับบรรดาเพื่อนๆ ถูกเจ้าของร้านจับได้ว่า แอบขโมยลูกอมในร้าน เจ้าของร้านเรียกพ่อแม่มาพูดว่า เขาจะเรียกตำรวจมาว่ากล่าวตักเตือนเด็กๆ พ่อแม่บอกเจ้าของร้านว่าทำเกินกว่าเหตุ แค่ขโมยของราคาไม่ถึง 10 บาท

ฟังดูคล้ายเจ้าของร้านทำเกินกว่าเหตุ แต่ดูกันให้ถ่องแท้แล้ว พ่อแม่ไม่เข้าใจความหมายของการขโมยของ ที่พ่อแม่คิดว่าการขโมยของราคาไม่ถึง 10 บาทนั้น ไม่น่าต้องถูกลงโทษทางใดทางหนึ่ง เท่ากับเป็นการสอนลูกว่า การขโมยของนั้นไม่เป็นไร ถ้าของชิ้นนั้นราคาไม่แพง

พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า เรื่องใดผ่อนผันให้ลูกได้ เรื่องใดเป็นความผิดที่เขาไม่ควรทำเลย เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องรู้จักเส้นแบ่งระหว่างความถูกผิดก่อนจะสอนลูกค่ะ
 
ผมเชื่อเลยว่า ทุกๆคนที่อ่านเรื่องข้างบนนี้เนี่ย ปากก็ต้องพูดว่า "เออใช่!! เป็นชั้น ชั้นก็จะเรียกตำรวจเหมือนกัน" แต่ในความเป็นจริง ผมก็เห็นมีผู้ใหญ่หลายต่อหลายคน ที่แบ่งเส้นความถูกผิดไม่เป็น
 
โดยส่วนตัวผมแล้ว เชื่อว่าตัวชี้วัดความสามารถของการรู้ผิดชอบชั่วดีเนี่ย มันอยู่ที่สามัญสำนึก/จิตใต้สำนึก/ความมีศีลธรรม ที่ถูกซึมซับปลูกฝังมาตั้งแต่เกิด และพัฒนามาเรื่อยๆจนโตเป็นผู้ใหญ่ บางคนตอนเล็กๆพ่อแม่เลี้ยงดูมาอย่างดี โตขึ้นดันไปเจอสังคมเฮงซวยเข้า สามัญสำนึกที่ดีมันก็อาจหมดไปได้ แต่ก็นั่นแหละ…. ถ้าคนเรามีสามัญสำนึกที่ดีหยั่งรากลึกจนกลายเป็นสันดาน มันก็คงไม่ถูกชักจูงไปนู่นมานี่ได้ง่ายๆหรอก เช่นถ้าเด็กคนหนึ่งโตมาในสังคมที่มีศีลธรรมดีๆ ครอบครัวอบอุ่น ผมว่าเค้าคงไม่อยากไปคบกับพวกติดยา หรือกุ๊ยข้างถนนหรอก…
 
อย่าว่าแต่เด็กเลย บางทีผู้ใหญ่บางคนทำผิดแล้ว แต่ก็ยังพยายามหาพรรคพวกมาสนับสนุนว่า คนนั้นคนนี้ยังบอกเลยว่าเห็นจะไปไร เรื่องแค่นิดเดียว ก็ถ้ามันเป็นกันซะแบบนี้ แล้วจะปลูกฝังชนรุ่นหลังต่อไปได้อย่างไร มันก็เหมือนกับแม่พิมพ์นั่นแหละ ถ้าใครเขียนจาวาก็จะเรียกว่าคลาส พอสร้างอินสแตนท์ขึ้นมาเป็นออบเจ๊ก มันก็จะมีคุณสมบัติเหมือนคลาสเป๊ะๆ เรียกว่าปั๊มแบบกันมา
 
ผมคิดว่ายุคสมัยนี้มันเป็นยุคแห่งความเสื่อมโทรมของศีลธรรม พ่อแม่ต้องทำหน้าที่หนักมากขึ้นในการปลูกฝังสิ่งดีๆ พร้อมทั้งสร้างเกราะป้องกันอบายมุขจากภายนอกด้วย ส่วนไอ้พวกรัดถะมนตีงี่เง่าหลายต่อหลายคน ก็เอาแต่โทษสื่อจำพวก การ์ตูนหรือภาพยนตร์ต่างประเทศ มัวแต่มานั่งเซนเซอร์ภาพตอนพระเอกดูดบุหรี่ ไอ้ควายเอ๊ย… ผมเห็นเด็กทั้งหลายเขาก็ทราบอยู่ดีแหละ ว่ากำลังสูบบุหรี่
 
ในทางกลับกัน เคยหันมามองบ้างไหม?? ว่าไอ้สื่อหนังสือพิมพ์ หรือสื่อวิชาการบางจำพวก นี่แหละ ที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กรู้สึกอยากรู้อยากเห็น เช่น
"สิบสองโจ๋หื่น รุมขยี้กามเด็กป.4 อวัยวะเพศฉีกขาด"
"เจ๊ใหญ่โหด เฉือนจู๋สามี เหตุพยายามนอกใจ"
"สี่กระเทยเถื่อน รุมอัดถั่วดำนายแบบลูกครึ่ง"
 
ผมเห็นเวลามีข่าวแบบนี้ในข่าวออนไลน์ Hit Count จะนำลิ่วขึ้นไปอันดับต้นๆ ทุกครั้ง (ไม่แน่…. ผมหรือคุณ ก็อาจเป็นหนึ่งในผู้ร่วม hit count นั้นๆด้วย จริงไหม??)
 
สวัสดี