ในปีที่ผ่านมา มีการรณรงค์ให้คนไทยใช้บันไดเลื่อนอย่างแบ่งปันมากขึ้น ด้วยการ “ยืนชิดขวา เดินชิดซ้าย” ส่วนใหญ่ก็เป็นการโปรโมทผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น facebook เนี่ยแหละ ครั้งแรกที่เห็นโพส ผมก็แปลกใจว่าทำไมรณรงค์แบบนี้ ในเมื่อการขับรถบนถนนบ้านเรา “เร็วชิดขวา ช้าชิดซ้าย”
มีคนไม่น้อยที่สงสัยเหมือนกันและเสนอว่าควรสลับซ้ายขวากันจะเข้ากับบ้านเมืองเรามากกว่า ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการรณรงค์นี้เลยด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและสิทธิส่วนบุคคล ก็เถียงกันจนเป็น ดราม่า ได้ล่ะครับ (จะยืนชิดด้านไหนดี? ยืนชิดด้านหนึ่งบันไดเลื่อนจะพังไหม? แล้วควรจะเดินบนบันไดเลื่อนมั้ย? ทุกคนควรมีสิทธิยืนเหมือนกันป่าว? ฯลฯ)
ในบทความนี้ไม่ได้จะยกประเด็นเหล่านั้นมาถกกัน แต่จะพูดถึงความน่าประทับใจของสังคมไทยในเรื่องนี้ เมื่อสักสัปดาห์ก่อน (12-16 พ.ค. 57) ผมสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในวิธีการใช้บันไดเลื่อนของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ภาพข้างล่างคือสิ่งที่ผมเห็น
สัปดาห์นี้ผมใช้บริการ MRT ทุกวัน เกือบทุกครั้งก็จะเห็นภาพแบบเดียวกันนี้แหละ รู้สึกดีครับ ที่ได้เห็นวัฒนธรรมใหม่เกิดขึ้นในสังคมไทย เริ่มมาจากคลื่นลูกเล็กๆ บนโลกออนไลน์ ก่อร่างเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสังคม เปลี่ยนจากเดิมที่ไร้แบบแผน จะยืนตรงไหนก็ยืน เป็นการเคารพกฎที่สังคมสร้างขึ้นเอง ทำผิดไม่มีใครมาเทียบปรับ แต่อาจได้รับสายตายกย่องเป็นพิเศษจากคนรอบข้างแทน 🙂
นอกจากเรื่องบันไดเลื่อนแล้ว ผมก็ยังเห็นการรณรงค์(เชิงประจาน)มาแรงอีกแบบ คือ ไม่ยืนพิงเสาบนรถไฟฟ้า (มือจับเสาก็พอ ไม่ต้องเอาง่ามก้นไปหนีบ 555) เช่น เสานี้ไม่ว่างเสาหน้านะน้อง หรือ อย่าพิงเสา เป็นต้น… ดูแล้วก็น่าจะเกิดผลที่ต้องการได้ไม่ยาก (ก็ประจานแรงส์ซะขนาดนี้)
มองแบบนี้แล้วจะเห็นว่าแอพ social networking มันก็มีด้านดี มีประโยชน์อื่นๆ นอกเหนือจากด้านการตลาด ในที่นี้คือการสร้างวัฒนธรรมผ่านกระบวนการลงทัณฑ์ทางสังคม (social sanction)
แต่มีด้านบวกก็ต้องมีด้านลบ วันก่อนผมผ่านตากับวิจัยของดร.ท่านหนึ่ง เรื่องนักศึกษาใช้สังคมออนไลน์เป็นช่องทางเพื่อขายตัว มีผลที่น่าหวั่นใจว่า นศ.ที่ขายตัวเหล่านี้รู้สึกดีที่ได้ทำ หาได้รู้สึกผิดหรือเสียใจไม่… ในกรณีนี้ ผมคิดว่าเกิดจากการที่คนที่”ไม่มี” ถูก social sanction โดยคนรอบข้าง ส่วนคนที่”มี” ก็ถูกเชิดชู ยินดี การขายตัวเพื่อให้”มี” จึงเป็นเรื่องน่าสนุกยิ่งนัก
ยังไงก็เถอะ ผมยอมรับว่าสังคมไหนก็มีมุมมืดทั้งนั้น คงไม่โลกสวยว่าสังคมนี้มีแต่ด้านสว่าง การรับรู้ว่าด้านมืดอยู่ตรงไหนก็จำเป็น เพื่อให้เราได้ระวังและไม่ประมาท ส่วนใครมีแรงมีพลังเหลือเฟือ อยากจะชำระล้างสังคมด้านมืดบ้างก็ยังได้นะ
