นี่เป็นครั้งแรกที่ผมนึกอยากจะเขียนบันทึกทริปการเดินทางไปต่างประเทศ เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก ผมประทับใจหลายอย่างในประเทศนี้ และรู้สึกว่ามีอะไรให้เขียนเยอะดี เมื่อเทียบกับครั้งก่อนๆที่ไปประเทศอื่น
เริ่มตั้งแต่การเดินทางเลยก็แล้วกัน ผมเดินทางโดยเครื่องบินสายการบินไทย ด้วยความที่เป็นเที่ยวบินระยะสั้น เครื่องบินจึงเป็นรุ่นเล็ก (Airbus A320) ผมก็เพิ่งรู้เนี่ยแหละว่าเครื่องบินรุ่นเล็กจะไม่มีจอทีวีให้ดูหนังหรือเล่นเกม เป็นโชคดีของผมแล้วที่พกหนังสือเล่มโตขึ้นไปอ่านบนเครื่องด้วย และเมื่อไม่มีจอทีวี นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ได้ดูแอร์โฮสเตสสาธิตวิธีการใช้ร่มชูชีพและใช้ทางออกยามเกิดเหตุฉุกเฉิน น้องๆเขาขะย๊อกขะแย๊ก ดุ๊กดิ๊ก แปลกตาดีครับ :)) ผู้โดยสารบนเครื่องเป็นชาวกัมพูชาเกินครึ่งครับ บรรยากาศก็คล้ายคลึงกับพวกเราชาวไทยเนี่ยแหละ คือ คุยกันเสียงดัง เดินไปเดินมาเอาของที่ช๊อปมาแลกกันดู จ้อกแจ้กดี ไม่เหงา ฮ่าๆๆ … ส่วนอาหารบนเครื่องนี่ เป็นอะไรที่ทำร้ายผมที่สุดล่ะ แซนด์วิชทูเน่าที่ไม่อิ่มเลย ได้แต่ให้กำลังใจกับตัวเองว่า ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวไปหาของกินแถวโรงแรมก็ได้
บินจากกรุงเทพยังไม่ถึงชั่วโมงดีก็ถึงที่หมายที่พนมเปญแล้ว มันตลกร้ายนะครับ ที่ด้วยเวลาแค่นี้ ผมสามารถย้ายตัวเองจากกรุงเทพไปพนมเปญที่ห่างถึง 500+ กม.ได้ แต่ไม่สามารถย้ายตัวเองจากที่ทำงานเพื่อกลับบ้านที่ห่างออกไปแค่ 20 กม.ได้ เศร้าชะมัด… ณ สนามบินกรุงพนมเปญ ผมประทับใจความคลาสสิคหลายอย่าง เช่น อาคารผู้โดยสารก็คลาสสิค สายพานก็คลาสสิค สภาพแวดล้อมโดยรวมของสนามบินก็คลาสสิค ธรรมชาติสุดๆครับ… เมื่อออกจากอาคาร ก็มีรถยนต์ที่ผู้จัดงานประชุมเขาเตรียมให้มารอรับ แหม่.. มันช่างดีอะไรอย่างนี้
ระหว่างนั่งรถจากสนามบินไปโรงแรม สะดุดตากับแบงค์นี้ ทีแรกผมคิดว่าเป็นสาขาของธนาคารไทยพาณิชย์ในต่างประเทศ แต่เพิ่งมาสังเกตตอนเขียนบล็อกนี่แหละ ว่าชื่อภาษาอังกฤษมันเป็น Cambodian Commercial Bank (กัมพูชาพาณิชย์!) ตึ่ง!! เฮ้ย! สรุปว่าเป็นแบงค์เดียวกัน แต่ปรับตัวให้เหมาะกับการทำธุรกิจในต่างแดนใช่ไหม? (เดาว่าคงกลัวกรณี กบ สุวนันท์)
นั่งรถแค่ 15 นาทีก็ถึงโรงแรมที่พักแล้ว พยายามสำรวจมาตลอดทางว่ามีอะไรให้ยาไส้ได้บ้าง? คำตอบคือ ไม่มี!! แถมบริเวณรอบโรงแรมก็มืดมาก แน่นอนว่าผมไม่กล้าออกไปเดินหรอก (ซึ่งในวันรุ่งขึ้นก็พบว่าโชคดีแล้วที่ผมไม่ไปเดิน) ปัญหาคือ จะจัดการยังไงกับความหิว หลังจากบ่นกระปอดกระแปดไปสองรอบ พี่ที่เดินทางไปด้วยกันจึงแบ่งขนมปังให้ก้อนนึงให้ด้วยความรำคาญสงสาร ฮ่าๆๆ ด้วยความใจดีของพี่คนนี้ คืนแรกก็ผ่านไปอย่างสบายท้อง… อ่อ โรงแรมและห้องพักที่นี่มีความคลาสสิค(อีกแล้ว) เขาใช้ระบบ “คีย์แกร๊ก” ครับ ไม่มี “คีย์การ์ด” อันนี้คลาสสิคมากอ่ะ ที่ขอชมคือรอยยิ้มของพนักงานโรงแรมครับ เป็นมิตรดี การใช้ภาษาอังกฤษโดยรวมสื่อสารได้มากกว่าคนไทยอีกนะ เราเองต้องไม่ยอมแพ้นะครับ :))
ความประทับใจของผมอีกอย่างที่มีต่อประเทศนี้ คือ การตัดถนนหนทางหรือสร้างอาคารบ้านเรือน เขาวางแผนเพื่อให้มีต้นไม้เดิมยืนต้นโชว์อย่างดีเลยครับ ไม่ได้ใช้การล้อมต้นไม้มาจากแหล่งอื่นมาปลูกเหมือนกรุงเทพบ้านเรา ต้นไม้เดิมบางต้นที่ผมว่านี้ ดูจากขนาดลำต้นแล้วอาจย้อนไปสมัยกรุงศรีอยุธยาเลยด้วยมั้ง ใหญ่มากกก
ก่อนหน้านี้ ผมบอกว่ารู้สึกโชคดีที่ไม่ออกไปเดินนอกโรงแรมตอนกลางคืน เพราะช่วงเช้าของวันถัดมา ระหว่างทานอาหารเช้าก็ได้พูดคุยกับตัวแทนของชาติต่างๆที่มาประชุม มีการพูดถึงเรื่องตัวแทนคนหนึ่งถูกกระชากกระเป๋าระหว่างนั่งตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวตอนกลางวันแสกๆ ทีเด็ดคือ ขั้นตอนการติดต่อหน่วยงานราชการของประเทศนี้ ยาก ช้า และต้องใช้ “เงิน” ช่วย (เงิน – ที่นี่สามารถใช้ USD ได้สบายแฮ อัตราแลกเปลี่ยนสับสนหน่อยนะ) ประเด็นคือมันไม่ได้มีแค่หน่วยงานเดียวครับที่เราต้องติดต่อ เขาว่าจ่าย(ใต้โต๊ะ)ไปรวมกว่า 100USD แล้ว แต่ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ตามจับไม่ได้ เอกสารสำคัญไม่ได้คืน ทำใหม่ก็ยังไม่ได้ … ทริปนี้ผมอยู่แค่ 2 คืน ด้วยความที่ไม่ได้ไปไหนเลย เตรียมเงินไป 50 เหรียญ เหลือกลับมา 50 เหรียญ ประหยัดจังเลยครับ
อ่อ.. ขอย้อนกลับไปสักนิด ถึงเรื่องการใช้งานอินเตอร์เนตในกัมพูชาครับ ผมซื้อซิมการ์ดของเจ้า Smart Mobile จากสนามบินครับ เขาโฆษณาไว้เริ่ดมาก ว่าค่ายเขาเหนือกว่า 3G เป็น … 3.75G !! ผมแม่มประทับใจมาก เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ! เลยล็อบบี้พี่คนอื่นๆว่าเอาเจ้านี้ล่ะวะ แพคเกจเขาเป็นแบบเติมเงินตามที่เราต้องการครับ เช่นถ้าใช้งาน data 1gb = 3 USD, data 2.5gb = 5 USD … ค่าบริการ voice นาทีละ 4 cent จะเห็นว่ามันถูกมากเลย…… แต่ผลจากการใช้งานจริง พบว่า Quality of Service ของประเทศนี้ยังไม่ดีครับ การเชื่อมต่ออินเตอร์เนตไม่เสถียรเลย ขึ้นๆลงๆตลอดเวลา ภาพข้างล่างบอกอะไรได้ดีครับ ฝั่งซ้ายเป็น 3.75G ฝั่งขวาเป็น Wi-Fi ของโรงแรม …. ถึงตรงนี้ใครบอกว่าประเทศไทยเริ่มล้าหลังกว่าเพื่อนบ้าน ผมเถียงเลย 😉
จากรูปข้างบน แม้ speedtest ของ 3.75G จะโชว์ค่าที่น้อยกว่า แต่ผมก็ยังแนะนำให้มีไว้นะครับ เผื่อ Wi-Fi ของโรงแรมใช้ไม่ได้ ซึ่งบ่อยครั้งเน่ากว่าอีก ก็อย่างที่บอกครับ การเชื่อมต่อมันไม่เสถียรเอาเสียเลย
ผมไม่ค่อยมีข้อมูลเรื่องอาหารการกิน เพราะไม่มีโอกาสออกไปกินอาหารนอกโรงแรมเลย จากการสังเกต หากินเนื้อหมูที่นี่ยากครับ ส่วนใหญ่เป็นเนื้อวัว เนื้อไก่
จากการออกไปเดินแถวโรงแรมในช่วงเย็น เป็นการรวมตัวของผู้ชาย 4 คน บอยแบนด์มาก (แต่ความจริงคือ กลัวถูกจี้ ปล้น ฆ่า) สรุปได้ว่า รถมอเตอร์ไซค์เยอะมาก ไม่มีทางม้าลาย ต้องช่วงชิงจังหวะเพื่อข้ามถนนกัน ถนนหนทางสกปรก ขยะเยอะครับ … ความคลาสสิคคือมีฝูงลิงใช้สายไฟเป็นถนนด้วย คิดแง่ดีคือการพัฒนาเมืองของที่นี่ไม่เบียดเบียนพื้นที่ของสัตว์ แหะๆๆ และที่แปลกใจกันทั้งคณะ คือ ไม่มีสุนัขจรจัดให้เห็นเลยครับ มันเหมือนเป็นเรื่องน่ายินดีว่าบ้านเขามีวิธีการจัดการสัตว์จรจัดได้ดี แต่ผมคิดว่ามันต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้ไม่ยากแน่เลยว่าทำไมถึงไม่มีหมาจรจัดบนถนนให้เห็นเลยสักกะตัว 😀


อันที่จริงระแวกนี้เป็นที่ตั้งของวิทยาลัยการบริหาร และ สถานทูตออสเตรเลีย และ สถานทูตอเมริกา ซึ่งดูน่าจะมีความเจริญ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียวนะครับ พวกเราใช้เวลาเดินไป-กลับแค่ 30 กว่านาทีเอง ซึ่งไม่นานเลย แต่ช่วงขากลับผมสังเกตว่ามีคนจรจัดมารวมตัวกันเยอะกว่าเดิมครับ ไม่รู้มาจากไหน มาเร็วกันเสียจริง ขณะที่ผมพูดเตือนทุกคนว่าแถบนี้น่ากลัวแฮะ ยังไม่ทันขาดคำ เด็กโตคนหนึ่งวิ่งไปอุ้มเอาเด็กที่ตัวเล็กกว่า แล้วก็วิ่งกระเตงเข้ามาหากลุ่มพวกเราเพื่อขอเงินครับ พวกเราไม่ได้ให้เงินไป เขาก็เดินตามมาจนถึงหน้าโรงแรม ก่อนจากไปเขาก็สบถให้พวกเราสั้นๆ &#@$!! ดีที่พวกเราฟังไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆๆ
โดยรวมเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ครับ คงจะคล้ายกับอยุธยาของประเทศไทยเรา เสียดายที่ของเราถูกเผาทำลายไปเกือบหมด อ่อ.. ผมว่าคนบ้านเรามีรอยยิ้มและสายตาที่เป็นมิตรกว่าครับ แม้จะอย่างนั้น ไปไหนมาไหนก็ต้องคอยระวังและไม่ประมาทอยู่ดีนะ… ถ้าถามว่าอยากมาที่นี่อีกไหม ถ้ามาทำงานคงไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้าให้มาเที่ยวกันเอง ผมขอเลือกเที่ยวในประเทศไทยเองก่อนดีกว่า :))


