Pomodoro… มันเวิร์ค & ไม่เวิร์คยังไงนะ

source: http://terrylancaster.com/wp-content/uploads/2013/09/tomatoe-timer.jpgผมเป็นคนใช้ Kanban ในการบริหารงานของตัวเอง (และของทีม) มาหลายปีแล้ว คงเพราะติดนิสัยการ walk-the-board จากการทำงานที่บริษัทรอยเตอร์ซอฟต์แวร์มานาน หรือไม่ก็ชินจนไม่อยากจะเปลี่ยน // ส่วนเจ้า Pomodoro ผมก็รู้จักจากพี่กร @Korn4d มานานแล้วเหมือนกัน แต่ยังไม่เคยลองเอามาใช้จริงจัง ก็คิดมาตลอดว่าสักวันจะใช้ให้ได้

ต้นปี 58 ในช่วงที่ฝุ่นแห่งความคลุมเคลือตลบอบอวล ผมก็อาศัยจังหวะชุลมุนนั้นแหละในการเอา Pomodoro มาใช้เพื่อผลักดันงานที่ผมรับผิดชอบอยู่ ในช่วงแรกผมมีความสุขกับมันมาก มันช่วยให้ผมโฟกัสกับงานสุดๆ (หลังจากที่เสียโฟกัสไปท่ามกลางความตลบอบอวล)

ผมมันส์กับการปั่นชิ้นงานหลายๆ ชิ้นด้วย sprint ที่โคตรสั้น ทุก 30 นาที…
ผมมันส์กับการเรียง priority ตามเห็นสมควร ยึดหลักว่าต้องสอดคล้องกับ Kanban ในภาพรวม …
ผมเก็บบันทึกด้วยนะ ว่าแต่ละวัน แต่ละเดือน ผมทำงานชิ้นไหนไปกี่ POM …
ผมนั่งดู productivity ของตัวเองได้หลาย dimension อีกด้วย…
ผมมันส์จริงๆ !

พอเวลาผ่านมาสัก 3-4 เดือน มันก็เริ่มสะดุด จากเดิมที่รู้สึก productive มาก กลายเป็นมึนๆ หน่วงๆ … หลังจากใช้ Pomodoro มาเกือบหกเดือน วันหนึ่งในเดือนมิถุนายนผมก็ลองหยุดและปล่อยให้ตัวเอง flow ไปกับการทำงานแบบไม่ต้องมีนาฬิกามาดังทุกๆ 25 นาที เพื่อไล่ให้เราไปดื่มน้ำปัสสาวะ 5 นาที 😀

สิ่งที่ผมพบคือ ความเบาสบายและการไหล (flow) ของความคิด ของอารมณ์ ของร่างกาย โดยไม่ถูกขัดอย่างไม่จำเป็น 

ผมลองวิเคราะห์ว่าเพราะอะไร technique เดียวกัน  implement ด้วยคนเดียวกัน แต่ความรู้สึกต่างไปเมื่อเวลาผ่านไป… ผมได้คำตอบเบื้องต้นว่า มันมีปัจจัยหลายอย่างที่เปลี่ยนไประหว่างตอนเริ่มใช้ Pomodoro กับเดือนหลังๆ ปัจจัยที่เปลี่ยนไป มีดังนี้

  • ประชุมด่วนและไม่เป็นเวลา
  • งานงอกที่มีสีสัน
  • เดินทางต่างประเทศ 1-2 สัปดาห์
  • เนื้องานที่ไม่เอื้อ

เหตุที่มันมีผลกระทบกับผม เพราะการเข้า sprint (หรือ 1 Pomodoro) ของผม สติและสมาธิต้องมา กล่าวคือ ผมไม่สามารถเข้า sprint ไปแปปนึง ก่อนถูกขัดเพื่อไปประชุม แล้วเดินมาถึงโต๊ะปุ๊ป หมุนนาฬิกาปั๊ป … รสชาตของ Context switching ก็เป็นแบบนี้ นอกจากนี้ การถูกขัดจังหวะแบบยาวๆ เพื่อเดินทางตามภารกิจก็มีผลกระทบ เพราะมันทำให้ flow ของผมสะดุดลง

และอันที่สำคัญที่สุด คือ ตัวเนื้องานเองที่เปลี่ยนไป ผมพบว่ามันขัดๆ เวลาเข้า sprint กับงานประเภทยกร่างเอกสาร ในเวลาที่ความคิดและทุกอย่างในร่างกายเราพร้อมจะพรั่งพรูออกไปบนเอกสาร แล้วมันก็ กึก นาฬิกาดัง! หลังจากให้ตัวเองลุกออกไปพัก ก็ทำได้ไม่ยากนะ แต่กลับมาแล้ว ต่อไม่ติดเพราะมันไม่เหมือนเมื่อ 5 นาทีก่อน (อันที่จริง text Pomodoro technique ก็บอกอยู่แล้วว่างานบางอย่างอาจไม่เหมาะจะใช้ แต่กระนั้นเอง ไม่ลองเองแล้วจะรู้เหรอ? )

สรุปหลังจากที่ลองมาเกือบ 6 เดือน
Good:

  • ช่วยให้โฟกัส (จะเห็นผลมากหากดั้งเดิมของคุณเป็นคนขาดวินัย และ self-distract บ่อย)
  • ช่วยให้คุณก้าวเดินไปอย่างต่อเนื่อง ความสนุกจะเกิดเมื่อเราจบ sprint ที่เล็กแต่ productive ของเราไปเรื่อยๆ (แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเรา fail กับ spint อย่างต่อเนื่อง มันจะส่งผลลบแบบโดมิโนไปเรื่อยเหมือนกันครับ) ผมสังเกตว่าถ้าวันไหนผมเริ่ม sprint ดี วันนั้นจะดีทั้งวัน แต่ถ้าวันไหนมีประชุมเนือยๆ ตอนเช้า กลับมาเริ่ม sprint ตอนบ่ายมักไม่ค่อยเวิร์ค
  • ช่วย keep track productivity ของเรา (คุณอาจเฉยๆ กับข้อนี้ถ้าคุณไม่ได้เป็นพวกบ้าสถิติ เช่น โอ้วว สัปดาห์นี้ฉันทำได้ตั้ง 35 POM แหนะ!)

Not so good:

  • ไม่เหมาะกับเนื้องานที่ต้องใช้ flow … เช่น กำลังคิดสูตรคณิตศาสตร์อยู่ ถูกขัดแม้ 5 วิ อินทีก่ง อินทีเกรดนี่อาจสลายไปกับเสียงนาฬิกา
  • อาจทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดถ้าถูกขัดระหว่าง sprint บ่อย และเมื่อคุณอารมณ์เสียก็จะมีผลกับ sprint ถัดไปของคุณ … ถึงแม้เราจะอยู่ในโลกของ Agile ที่บอกว่าเราต้อง embrace change แต่ยอมรับเถอะว่าเมื่อมันมาเยอะมาก คุณจะเริ่มเสียการควบคุม และถ้าคุณเป็นแบบผม ที่ไม่เก๋าพอ คุณก็อาจหัวเสีย

ครับผม ที่จะแชร์กันก็มีประมาณนี้ครับ ทั้งหมดก็เป็นหนึ่งมุมมองจากผมนะ ซึ่งบางปัญหาอาจเกิดเพราะผมใช้อย่างผิดวิธีก็ได้ อย่างไรก็ตาม There is no one size fits all. ก็ขอให้คุณหา Your size to fit yours ให้เจอครับ :))

สวัสดี

Leave a Reply