Strengthsfinder กับการค้นพบยิ่งกว่าจุดแข็ง

Source: http://ca-ministries.com/wp-content/uploads/2012/09/StrengthsFinders.jpeg

ช่วงเดือนกันยายน 56 มีคนแนะนำให้ผมรู้จักกับหนังสือ Strengths Finder 2.0 โดย Tom Rath (ฉบับภาษาไทยมีชื่อว่า เจาะจุดแข็ง)

อันที่จริงจะเรียกว่าแนะนำก็ไม่ตรงนัก เพราะเหมือนผมถูกสั่งให้ไปทำแบบทดสอบมากกว่า โดยได้รับข้อมูลเพียงว่า “เป็นนโยบาย” -_-” โดยขาดความชัดเจนว่าจะนำผลวิเคราะห์ไปต่อยอดอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับองค์กร กับทีม และกับตนเองได้อย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมจึงไม่ใส่ใจนักเพราะเห็นว่าเป็น WASTE หรือการทำสิ่งที่สิ้นเปลือง ไม่มีประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น ผมมีโอกาสได้สนทนากับพี่ชายผู้หนึ่ง มีประโยคหนึ่งพูดว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีธรรมชาติของตนเอง หลังจากได้ฟังแล้วก็รู้สึกสนใจ ผมตั้งคำถามไปว่าแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าธรรมชาติของตัวเองนั้นคืออะไร แน่นอนว่าไม่มีคำตอบที่ชัด ต้องไปคิดค้นหาเอง แต่มีแว่บหนึ่งที่ผมนึกถึงหนังสือเล่มนี้ เมื่ออ่านรีวิวในอินเตอร์เนตเสร็จ จึงไปซื้อหนังสือฉบับภาษาไทยมาเพื่อ 1. อ่าน   2. ได้รับ access code สำหรับทำแบบทดสอบ

ความน่าสนใจของหนังสือ Strengthsfinder หรือ เจาะจุดแข็ง เล่มนี้คือ มันจำแนกพรสวรรค์ต่าง ๆ ที่สร้างลักษณะเฉพาะ (uniqueness) ของมนุษย์ไว้ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายมาก ซึ่งมีเพียง 36 ประการ และแบบทดสอบจะช่วยเผยให้เราเห็นพรสวรรค์ที่เด่นชัดที่สุด 5 ประการ ซึ่งบางประการอาจทำให้เราทึ่งและแปลกใจว่าเราก็มีพรสวรรค์ชนิดนี้ซ่อนอยู่ในตัวด้วยหรือ ที่เด็ดยิ่งกว่านั้นก็คือ ในครึ่งหลังของหนังสือเล่มนี้จะแนะนำวิธีที่ช่วยดึงศักยภาพของพรสวรรค์แต่ละประการออกมาได้อย่างเต็มที่ และหากเราทำสิ่งใดด้วยพรสวรรค์ของเรา (+ ความรู้ + ทักษะและการฝึกฝน) เราจะทำมันได้ดีถึงดีที่สุด เมื่อนั้นเราจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า (Self Esteem) ซึ่งเป็นความสุขนักแล

เขียนถึงตรงนี้แล้ว น้ำตาผมจิไหล….

ผมพบกับธรรมชาติของผมแล้ว ธรรมชาติที่ผมไม่รู้หรอกว่าผมไปสร้างไว้ตอนไหน หรือผมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เมื่อไร แต่มันคือสิ่งที่ผลักดันให้ผมมีเส้นทางเดินที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างมากมาย ความเข้าใจในธรรมชาตินี้ (ในหนังสือเรียก Signature Themes) ทำให้ผมรู้ว่าทำไมผมถึงตัดสินใจแบบนั้น ทำอะไรแบบนี้ หรือ ชอบอย่างนั้น ไม่ชอบอย่างนี้ … เพราะมันเป็นธรรมชาตินั่นเอง

ที่ดียิ่งกว่านั้นคือ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ให้เราค้นพบพรสวรรค์อันเป็นธรรมชาติของเราเท่านั้น มันยังช่วยให้ข้อแนะนำในการขัดเกลาและฝึกฝนพรสวรรค์เหล่านี้ให้กลายเป็นจุดแข็งของเราอย่างจริง ๆ จัง ๆ โดยเราสามารถนำจุดแข็งของเรามาประยุกต์ใช้กับชีวิตและอาชีพการงานของเราได้ ไม่ว่าสายงานนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม

ตามชื่อของมันนะครับ หนังสือเล่มนี้สอนให้เราเน้นพัฒนาจุดแข็ง มากกว่าใช้เวลาเพื่อกำจัดจุดอ่อนของเรา เพราะเมื่อเทียบกำไรที่ได้รับกับต้นทุนที่ต้องเสียไปแล้ว แบบหลังจะไม่คุ้มค่าเลย ลองเปรียบเทียบว่า หากจุดแข็งของเฟอร์รารี่คือความเร็วทางตรง การเอาเฟอร์รารี่ไปจูนเพื่อให้ดริฟทางโค้งได้เหมือนมิตซู อีโวในเรื่อง Fast and Furious Tokyo Drift ได้นี่ช่างคิดสั้นและเปลืองพลังงานยิ่งนัก (ทำได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้)

เมื่ออ่านจบแล้ว ทุกคนมีคำถามเหมือนผมไหมว่า
1. เราได้ใช้พรสวรรค์ของเราอย่างสมบูรณ์หรือยัง?
2. เรากำลังใช้เวลาที่มากเกินจำเป็นเพื่อไปกำจัดจุดอ่อนของเราอยู่หรือเปล่า?

หาคำตอบกันต่อไปนะครับ ทั้งท่านและผม

5 thoughts on “Strengthsfinder กับการค้นพบยิ่งกว่าจุดแข็ง

  1. 🙂 ผมชอบบทความครับ แต่ไม่เห็นด้วยว่าการสรุปสั้น ๆ ว่า การเพิ่มจุดแข็ง ได้เปรียบมากกว่า การลดจุดอ่อน ผมคิดว่า มันต้องอยู่ในแกนหรือมิติเดียวกันสิครับ ถึงจะเปรียบเทียบได้จริง วิธีพิสูจน์แย้ง ก็ง่าย ๆ ครับ ลองกลับจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง ของประโยคที่ยกมา ก็จะเห็นภาพ…มั้ง แต่ถ้ายังไม่เห็นภาพ ลองเปลี่ยนเป็นเรื่องใกล้ตัวครับ เช่น จุดอ่อนของระบบ กับจุดแข็งของระบบ 🙂

    ผมจะไปซื้อหนังสือนี้มาอ่านครับ และขอแนะนำหนังสือกลับเป็นการตอบแทน หนังสือชื่อ “ความยุติธรรม” ครับ (Justice ความยุติธรรม-Michael J. Sandel)

    • ครับ ผมว่าความคิดของเราสองคนตรงกันครับ แค่การสื่อออกมาเป็นตัวหนังสืออาจมีความเหลื่อมอยู่บ้าง ผมเชื่อว่าการ utilize core strengths ได้ผลดีกว่าพยายามแก้ไข weaknesses และผมก็เชื่อว่า apply ได้กับทุกมิติครับ 🙂

      ส่วนเรื่องจุดอ่อน/จุดแข็งของระบบ ผมคิดว่าคุณพยายามจะบอกผมว่าระบบใดระบบหนึ่งมันมีจุดแข็งอยู่ แต่ขณะเดียวกันมันก็มีจุดอ่อนใหญ่อยู่ซึ่งจุดอ่อนนี้มีผลกระทบกับคนจำนวนมาก(ในนั้นรวมถึงคุณด้วย) คุณจึงแนะนำว่าผมควรแก้ไขจุดอ่อนก่อน ใช่ไหมครับ?

      สมมติว่าคุณเป็น hacker ที่มีศักยภาพสูง แต่คุณร้องเพลงไม่ไพเราะและการร้องเพลงก็ไม่ใช่พรสวรรค์ของคุณ (เนื้อเสียงคุณไม่ดี ปอดคุณไร้แรง) มีคนให้เวลาคุณไปพัฒนาความสามารถทั้งสองด้านในเวลาเท่ากัน… ผลมันไม่เท่ากันหรอก ใน 6 เดือนคุณอาจสามารถพัฒนา hacking skill จนโด่งดังในวงการ แต่เวลาเท่ากัน การร้องเพลงของคุณก็งั้นๆ 🙂

      • เข้าใจผิดครับ ผมอยากให้ เปลี่ยตัวแปร ตามนี้ครับ หากโตโยต้าเข้าโค้งแล้วคว่ำ แต่วิ่งทางตรงได้ดีมาก เราควรพัฒนาจุดแข็งโตโยต้าให้ถึงที่สุด ? หัวใจเราแข็งแรงมาก แต่ระบบประสาทเรามีปัญหา เราควรพ้ฒนาหัวใจมากกว่าแก้ปัญหาจุดด้อย ดีกว่าไหม ? ระบบมีประสิทธิภาพมากดีมากแต่ไม่ปลอดภัย เราควรเพิ่มประสิทธิภาพหรือแก้ไขครับ ? hacker มีศักยภาพสูง ร้องเพลงไม่เป็น แต่ถูกเจ้านายสั่งให้ไปเรียนร้องเพลง เราควรเอาเวลาไปร้องเพลงหรือไปเพิ่มศักยภาพครับ ? เห็นภาพไหมครับ ที่ผมจะสื่อคือ ไม่ใช่คู่ใด ๆ ก็เอามาวัดเทียบกันได้ มันต้องมี บริบท หรือต้องมีมิติที่จะวัดมันได้ การพิสูจน์ว่าเรื่องที่เรากล่าวสมเหตุสมผลไหม ก็ลองใช้วิธีปรับตัวแปร ถ้าปรับแล้ว ค่าความสมเหตุสมผลไม่เปลี่ยน ก็เชื่อได้ ระดับหนึ่งครับ ว่าสมเหตุสมผล แต่ถ้ากลับประโยคแล้ว เกิดข้อขัดแย้ง (เช่นกรณี รถโตโยต้า) เราก็จะเห็นครับว่าต้อง “มีอะไรไม่ปรกติ”

        ถ้าชอบหนังสือ อารมณ์นี้ผมแนะนำ ดาวตก กระบี่ ผีเสื้อ ครับ เล่าแป๊ะ กล่าวอมตะวาจาไว้ว่า “ในโลกนี้ ไม่มีเรื่องที่เด็ดขาดแน่นอน” ซึ่งพ้องกับซูนหวูที่กล่าวว่า “ชัยขนะ (ไม่ได้หมายถึงชื่อคน) อาจหยั่งรู้ แต่ไม่อาจกำหนด”

  2. โอเค ผมเข้าใจแล้วครับ เห็นด้วยว่าบางจุดอ่อนเป็นเรื่องสำคัญและมีผลกระทบ ก็ต้องทำการแก้ไข ใช่ครับ แต่ที่หนังสือเล่มนี้บอกคือ อย่าฝันว่าจะทำให้จุดอ่อนกลายเป็นจุดแข็ง

    กรณีรถยนต์ที่วิ่งทางตรงดีเยี่ยม วิ่งทางโค้งแล้วคว่ำ สิ่งที่ต้องทำคือแก้ไขจุดอ่อนสำคัญนี้ ให้เข้าโค้งแล้วไม่คว่ำ แต่ยังไงก็ตามจุดเด่นของรถคนนี้ก็คือวิ่งทางตรงแล้วนิ่ง อัตราเร่งดี บลาๆ … ผมเชื่อว่าคุณคงไม่คิดจะให้เขาใช้เวลา 1 ปีเพื่อจูนรถให้เข้าโค้งได้นิ่งกริ๊บเหมือนกลุ่มรถสปอร์ตถูกไหมครับ?

    ขอยกตัวอย่างเป็นคนครับ สมมตินาย X เป็นผู้บริหาร ทำงานคนเดียวเก่งมาก แต่พูดในที่สาธารณะได้ไม่ดีและไม่ถนัดเข้าสังคม อันนี้คงเป็นจุดอ่อนสำคัญที่นาย X ต้องแก้ไข แต่คงไม่ใช่ให้นาย X กลายเป็นนักเข้าสังคมหรือนักพูดในที่สาธารณะ เอาแค่ให้ไม่สะดุดจนเกินงามแค่นั้นครับ

    ที่ผมต้องเน้นเรื่องนี้ เพราะมีโค้ชด้านการปรับปรุงตนเองคนนึง ถึงขนาดโพสว่า เราต้อง
    พัฒนา “จุดอ่อน” ให้เป็น “จุดแข็ง”
    พัฒนา “จุดแข็ง” ให้ “แข็งยิ่งขึ้น”

    แม้บรรทัดล่างจะดูดี แต่บรรทัดบนก็ทำลายความน่าเชื่อถือของโค้ชคนนี้ในสายตาผมไปแล้วครับ 🙂

  3. พอดีเพิ่งได้อ่าน เขียนได้ดีนะคะ ตัวเองเคยมีเพื่อนแนะนำและลองทำดู ผลที่ออกมาทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเลยคะ
    หลังจากที่นั่งคิดๆ ดูเองด้วย บางครั้งธรรมชาติของตัวตน เรารู้สึกว่าความเข้าใจแบบนั้นแบบนี้มันเป็นธรรมดาๆ ด้วยซ้ำ แต่พอผลทดสอบออกมาว่าเป็นจุดเด่น ทำให้เข้าใจเหตุการณ์หลายๆ อย่างในชีวิตเลยคะ
    ตอนนี้ก็ปรับสนใจเพิ่มเติมในจุดแข็งของตัวเองมากขึ้น ทำให้สนุกกับการเรียนรู้และทำงานขึ้นมากเลยคะ
    ทำมาอย่างนี้ตั้งแต่ปี 2012 4ปี แล้วคะ หวังว่า คุณ ก็คงจะมีความสุขกับการเข้าใจจุดแข็งของตัวเองเพิ่มขึ้นนะคะ

Leave a Reply