รีวิวสั้น สั่ง iPhone๖ จาก Apple Store

Apple Store Logoเนื่องจากมือถือของแฟนผมเก่ามากแล้ว (รุ่น iPhone4 ได้มาตอนซื้อบ้านตั้งแต่ปี 2010 นานมาก 4 ปีล่ะ) ประกอบกับเธอมี business trip ไปตปท.ในเดือนพฤศจิกายนนี้พอดี ผมจึงตั้งใจว่าจะซื้อไอโฟน6 ให้เธอล่วงหน้าและเป็นของขวัญวันเกิดไปในตัว

ผมไปเดินหา iPhone6 สีทอง รุ่น 64 GB ตามช็อปช่วงต้นเดือนพ.ย. ก็ตามคาดครับ ของดีมานด์สูงขนาดนี้ก็ย่อมหมดทุกแห่งเป็นธรรมดา

ช่วงที่กำลังกังวลว่าจะได้ของไม่ทันทริป  ก็เหมือนฟ้าบันดาลให้ได้รู้จักกับการสั่งไอโฟนผ่าน Apple Store … โฆษณาและเสียงร่ำลือจากผู้ใช้บริการนี่ดังขรมมาก! ว่า ได้ภายใน 7-10 วันทำการ!! อีกหลายเสียงบอกว่า พวกเขาได้ก่อนกำหนด 3-5 วันด้วย!!! แหม่… มันเยี่ยมขนาดนี้ จะไม่ให้เราลองได้ไงครับ Continue reading

เคลมมาแล้ว iPhone 5 Sleep/Wake Button Replacement Program

Source: http://i.imgur.com/Gl8Mvk5.jpgเรื่องของเรื่องคือ ผมซื้อ iPhone 5 เมื่อเดือนก.พ. 56 จาก AIS เช็คเครื่องแล้วสภาพดี ไม่พบปัญหาใดๆ ครับ

แต่หลังจากใช้ไปครึ่งปี ก็เจอปัญหาติงต๊อง คือ บางครั้งที่ใช้กล้องจะเกิดแถบม่วงขนาดยักษ์ (นึกถึงสัญญาณภาพในทีวีล้มในสมัยที่ใช้เสาอากาศ) แล้วโปรแกรมก็ค้าง ถ่ายภาพไม่ได้ หากถ่ายวีดีโออยู่ ไฟล์วีดีโอก็จะตัดแค่นั้น และท้ายไฟล์จะเสีย ดูไม่ได้

Continue reading

“My Space” Button Disappeared: ปุ่ม My Space หายไปไหน??

เจ้าปุ่ม My Space บนหน้า MSN Messenger มันหายไปไหน?? หายไปได้อย่างไร?? และทำไมถึงหายไป??
 
นอกจากปุ่ม My Space จะหายไปแล้ว ยังบวกกับการไม่สามารถกดเข้าไปดูสเปซของไอ้เพื่อนที่มันมี "ดาวเหลืองๆ" ขึ้นได้อีก มันเกิดอะไรขึ้นกันหรือนี่!!??…..
 
นั่นคงเป็นคำถามที่ค้างคาใจ คนไทยเกือบทั้งประเทศ (หรืออาจจะยกเว้นเด็กอินเตอร์บางคน ใช่มะ?? คุณข้าวโพดฝักเดียว)
 
ผมแปลกใจมาก เพราะปัญหานี้ดันเป็นเฉพาะกับคนไทย ฝรั่งดันไม่เจอแฮะ แปลกใจใช้ม๊า?? นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า บริษัทจิ๋วระทวย (จิ๋วระทวย = Microsoft: micro = จิ๋ว: soft = อ่อน นุ่ม ระทวย) ต้องการเล่นตลกกับคนไทยนั่นเอง เพราะคนไทยฉลาดกันนัก เรื่องการเปลี่ยน profile เป็นอเมริกัน เพื่อเพิ่มขนาด Hotmail เป็น 250 MB ทำกันทั้งประเทศนั่นแหละ ผมรู้นะ……
 
และมาวันนี้ผมมีวิธีแก้ปัญหาสุดจะง่าย…. ด้วยการ…. แต่น แตน แต๊นนนนนน…..
 
เข้าไปใน Hotmail ด้วย account ที่คุณๆใช้อยู่นั่นแหละ เสร็จแล้วก็ไปเปลี่ยน Personal Profile ซะนะ เปลี่ยนให้มันเหมือนกับตอนที่คุณไปเปลี่ยนเพื่อเพิ่มขนาด Hotmail นั่นแหละ คือย้ายสำมะโนครัวไปอเมริกาซะ เสร็จแล้วก็ sign off msn แล้วเข้าใหม่ดูซิ….
 
รับรองได้ผลใน 5 นาที (ไม่ได้ผล ยินดีคืนแมว)
 
ขอให้โชคดี
 
————————————————————————————————–
Oh… in case you got the same problems but can’t read Thai. The steps to bring back your "My Space" button is simple. You’re only required to change your current country in your "Hotmail Personal Profile" to "United States". I haven’t had a chance to try some other countries yet.

————————————————————————————————–

ของดีดี Extreme Programming

แหม… ผมอ่านบทความอันนี้แล้ว สะท้อนความรู้สึกเมื่อสมัยทำ Senior Project จังเลย
 
ผมขอคัดลอกมาให้ได้อ่านกันนิดนึงนะครับ ส่วนบทความทั้งหมดหาอ่านกันได้ที่ http://www.twoguru.com/playground/article/extreme.htm
 

"   ย้อนกลับไปในอดีต หลักการในการพัฒนาโปรแกรมแบบแรกที่เราใช้แนวคิดแบบวิศวกรรมครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะวงการแรกที่ใช้คอมพิวเตอร์ ก็คือนักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง งานที่ใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นงานเกี่ยวกับการคำนวณตัวเลข แนวคิดแบบนี้เริ่มตั้งแต่ การหา Requirement การวิเคราะห์ออกแบบ ไปถึงการสร้าง ตามมาด้วยการทดสอบ แล้วค่อยส่งมอบ แนวคิดแบบนี้ ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี มิฉะนั้นเราคงไม่มีตึกระฟ้าอย่าง World Trade Center….
    แต่เวลาผ่านมากว่า 30 ปี มีการใช้แนวคิดแบบวิศวกรรมแบบนี้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระบบต่างๆ มากมาย ผลลัพธ์ส่วนมากที่เห็นก็คือ ถ้าไม่สำเร็จ ก็ล่าช้า น้อยรายที่ใช้วิธีนี้แล้วทำงานคุณภาพได้ทันเวลา จนคนในวงการคอมพิวเตอร์ ตั้งฉายาวิธีนี้ว่า Waterfall
    ถ้าเรามีงานเขียนระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งเป้าไว้ว่า ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี เท่าที่เคยคุยกับบุคคลต่างๆ ผมได้ตัวเลขเฉลี่ยออกมาว่า การเก็บ Requirement และการวิเคราะห์ออกแบบนั้น ใช้เวลา 1-2 เดือน จากนั้นเริ่มเขียนโปรแกรม ใช้ไปเลย 9 เดือน จากนั้นเวลาที่เหลือเอาไว้ทดสอบและส่งมอบ ถ้าตั้งเวลากันแบบนี้ ผมแทบจะไม่เคยเห็นเลยว่า ใครจะสามารถทำได้ตามแผนดังกล่าว ส่วนพวกที่มีประสบการณ์มากหน่อย จะตั้งตัวเลขการเก็บ Requirement ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมด แต่สุดท้ายก็เจ็บอยู่ดี แต่ก็ยังดีที่น้อยกว่าพวกแรก
    ที่เรียกว่า Waterfall เพราะมันจะไหลจากที่สูงสุดคือการเก็บ Requirement ไปจนกระทั่งถึงการส่งมอบซึ่งเป็นที่ต่ำที่สุด ไหลลงไปอย่างนี้ชั่วนาตาปี"
 
เพราะอะไรก็ไม่รู้ แต่ผมมีความรู้สึกว่า Extreme Programming มันดึงหลักบางส่วนของ RAD (Rapid Application Development) มาใช้ด้วย ส่วนตัวแล้ว ผมก็ใช้ทั้งสองแบบนะ คือทั้ง SDLC และ RAD ก็แล้วแต่สถานการณ์ แต่ตั้งแต่ทำงานมานี่ รู้สึก RAD จะให้ผลดีมากกว่า เพราะผู้ใช้มักจะไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วตัวเองอยากได้อะไร ดังนั้นเก็บอะไรมาได้ ก็ทำไปก่อน (เขียนแบบมีเผื่อถอยไว้ด้วย กันเหนียวๆ) มัวแต่ไปเก็บ requirement อ่ะ สุดท้าย user (แมร่ง)ก็ขอเปลี่ยนอยู่ดี เจอมาแล้ว ในโปรเจคที่มี team leader ที่เก่งที่สุดในโลกกกกก….
 
หวังว่าจะมีประโยชน์ และขอให้ทุกท่านมีความสุข
 
ปล. ผม Quote และทำ Reference แล้วนะ ไม่ถือว่าเป็นการ Plagiarise